## สงครามการค้า: เมื่อทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม จุดชนวนตอบโต้จากแคนาดา เม็กซิโก และจีน
ในปี 2018 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากหลายประเทศ รวมถึงแคนาดา เม็กซิโก และจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจครั้งนี้จุดชนวนความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ และนำไปสู่การตอบโต้จากประเทศคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว
แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสำคัญของสหรัฐฯ แคนาดาขึ้นภาษีสินค้าอเมริกันหลากหลายรายการ เช่น เหล็กกล้า อะลูมิเนียม วิสกี้ ซอสมะเขือเทศ และสินค้าอื่นๆ ส่วนเม็กซิโกก็ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเช่นเดียวกัน เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เนื้อหมู บลูเบอร์รี่ แอปเปิ้ล และชีส
จีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยเน้นสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น เนื้อหมู ถั่วเหลือง และเนื้อวัว การเลือกสินค้าเหล่านี้เป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีผลกระทบต่อเกษตรกรชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ การตอบโต้ของจีนนี้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจีนพร้อมที่จะตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรง
สงครามการค้าที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวน ธุรกิจต่างๆ ประสบปัญหาความไม่แน่นอนในการวางแผนการผลิตและการลงทุน เกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ และผู้บริโภคต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น
การขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมของทรัมป์ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “America First” ที่มุ่งเน้นปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่ามาตรการนี้เป็นดาบสองคม เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับคู่ค้าแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองด้วย
ในระยะยาว สงครามการค้าอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก ประเทศต่างๆ อาจแสวงหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ และลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้เกิดการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความสมดุลทางการค้าระหว่างประเทศ
ผลกระทบของสงครามการค้าต่อธุรกิจร้านอาหารนั้นเห็นได้ชัด ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว และสินค้าเกษตรอื่นๆ ส่งผลให้ร้านอาหารต้องปรับราคาอาหาร หรือลดปริมาณอาหาร เพื่อรักษาผลกำไร ในสถานการณ์เช่นนี้ การใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการร้านอาหาร เช่น ระบบ POS เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยควบคุมต้นทุน จัดการสต๊อกสินค้า และวิเคราะห์ยอดขาย อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: https://www.fooddive.com/news/trump-tariffs-canada-mexico-china-begin/741509/
#ระบบPOSร้านอาหาร #โปรแกรมร้านอาหาร #ระบบจัดการร้านอาหาร